The feeling of being loved ~ MMS ~

posted on 14 Jul 2009 01:15 by firu
ช่วงหลายวันมานี้คิดสงสัยว่าทำไมคนเอาแต่ใจแบบสุดๆไปเลย"คนนั้น"ถึงได้เป็นที่รักของคนหลายๆคนเป็นหนักหนาตั้งแต่สมัยไหนสมัยไรแล้ว .... ไม่ต้องพยายามด้วยความกระตือรือล้น ไม่ต้องให้เวลากับคนอื่นๆด้วยมากมายนัก .... แต่ถึงกระนั้น .. พวกเค้าเหล่านั้นก็มักจะเป็นที่รักของบรรดาคนรู้จักอย่างไม่เสื่อมคลาย .... | .... ช่วงที่มีหน้าที่มากมายจนต้องยอม"ตัดใจ"เลือกใช้เวลาเท่าที่มีให้แก่สิ่งที่"ควรทำ"มากกว่าการไปเจอหน้าคนที่มีความสัมพันธ์กันมายาวนานด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่า"คิดถึง" .. พอนึกๆไปแล้วก็ใจหาย .. หลับตานึกภาพเก่าๆไปแล้วน้ำตาไหลไป .. จนผล็อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว .... เป็นแบบนี้มาหลายคืนแล้ว .... | .... ทั้งๆที่เพิ่งคิดว่า จากนี้ไปจะไม่ไปเจออีกแล้ว นอกจากว่าจะบังเอิญเจอกัน หรือเป็นวันสำคัญที่พวกเค้าเชิญให้ไปเป็นแขกในงาน .. ทั้งๆที่คิดแบบนั้นด้วยความรู้สึกที่แรงกล้าแล้วแท้ๆ แต่พอมาถึง ณ เวลานี้ ฉันกลับพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตัวเองอย่างสิ้นเชิง .. **"ความรู้สึกซึ่งมักจะโดนกระตุ้นให้ตื่นตัวอยู่เสมอ"**ในทุกๆครั้งที่รู้สึกว่าขาคู่นี้ยังคงต้องเดินอย่างโดดเดี่ยวไปอีกไกลแสนไกล .. ****ความรู้สึกของการเป็นคนที่ถูกรัก ถูกใครบางคนคิดถึง ถูกใครบางคนซึ่งรู้ใจฉันดีที่สุดเอาใจด้วยสิ่งที่ฉัน"ชอบที่สุด"**** .... พวกเค้าอาจไม่มีโอกาสเจอฉันบ่อย แต่พวกเค้าเป็นคนที่**"รู้เวลาในการหยิบยื่นความอบอุ่นให้ฉันได้อย่างเหมาะสมและลงตัวเสมอ"** .. ไม่บ่อยจนน่ารำคาญ และ ไม่ห่างเหินนานเกินจนฉันรู้สึกว้าเหว่ .... เค้า..มักจะเข้ามาในชีวิตฉันในเวลาที่ฉันต้องการใครซักคนจริงๆ เพราะเข้ามาอย่าง"ถูกจังหวะ"เสมอ .. ฉันถึงได้รู้ตัวในวันนี้นี่เองว่า เพราะอะไร? ทำไมถึงห่างเหินไปจากคนเหล่านี้ไม่ได้ซักที .. ทั้งๆที่นิสัยส่วนตัวดูแล้วเข้ากันไม่ได้ แต่เวลาที่ฉันอยู่กับเค้า เค้ามักปฏิบัติกับฉันอย่างคนพิเศษ .. จนฉันรู้สึกอึดอัดใจไปว่า เวลาฉันอยู่กับเค้า เค้าได้เป็นตัวของตัวเองหรือเปล่า? .. หรือตอนที่มีฉันอยู่ด้วย เค้าก็เป็นตัวของตัวเองด้วยเหมือนกัน แต่เป็นตัวเค้าในอีกแง่มุมหนึ่ง แง่มุมที่ใครๆก็ไม่เคยได้มีโอกาสเห็น ยกเว้นตัวฉันคนนี้คนเดียวเท่านั้น? .... | .... จริงๆแล้วถ้าจะพูดคำว่า คนพิเศษ ก็ดูเหมือนไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะดูเหมือนความสัมพันธ์กับความรู้สึกที่ทางโน้นมีให้ฉัน มันดูเหมือนจะเป็น ครอบครัว มากกว่าเป็นแค่เพื่อนหรือเป็นแค่น้องคนพิเศษ .... | .... เคยมีหลายคนถามฉันว่า ทำไมถึงมักมีท่าทีปฏิเสธความหวังดีที่ครอบครัวนั้นมีให้ฉันเสมอๆ .... ถ้าให้พูดตรงๆก็คือ ฉันรู้สึกละอาย .. เวลาฉันไปเจอครอบครัวนั้นทีไร ไม่มีวันไหนที่ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นที่พึ่งพาให้พวกเค้าได้ เวลาฉันอยู่กับพวกเค้า ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นได้แค่เด็กขี้อ้อนที่ทำอะไรไม่เป็นเลย .. รู้สึกกลายเป็นคนอ่อนแอไปซะทุกอย่าง .. เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ถึงแม้จะทำตัวอย่างนี้ต่อไป พวกเค้าก็ยังพร้อมที่จะดูแลเราอย่างดีอยู่ดีนั่นแหละ .... จริงๆนะ ชีวิตคนเราเนี่ย หลายๆครั้งก็ต้องพยายามคุมตัวเองไม่ให้เอาแต่ใจจนไปกระทบหรือเป็นภาระคนอื่นเกินไป ถึงแม้ว่าฝ่ายโน้นจะบอกมาเองก็เถอะว่า ไม่เคยคิดว่าฉันเป็นภาระ และฉันไม่เคยสร้างความลำบากใจให้พวกเค้าเลย .... แต่ถึงกระนั้น ฉันก็ยังระลึกได้ว่า ฉันเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากพวกเค้าโดยสิ้นเชิง .. ฉันไม่ชินกับบรรยากาศที่ดูเหมือนจะเรียกได้ว่าเป็น Peaceful day (ทุกวัน) .... ความสุขเหล่านั้นดูเหมือนเป็นเรื่องเกินจริงสำหรับฉันเหลือเกิน .... ฉันเลยคิดว่า การพึ่งพาพวกเค้าบ่อยๆหรือการมีพวกเค้าเป็นที่พึ่งอยู่เรื่อยๆ มันจะทำให้ฉันเสียนิสัย .... ถ้ารู้สึกโหยหาจนถึงขั้นอดใจไปเจอไม่ไหวเมื่อไหร่ล่ะก็ .. บางทีก็รู้สึกว่า มันอาจทำให้ชีวิตด้านอื่นๆของฉันเสียสมดุลไปด้วย อย่างน้อยก็เรื่องการจัดตารางเวลาเรียนและการจัดเวลาไปทำงาน .... ถึงยังไง ก็ต้องหาความพอดีให้กับความรู้สึกของตัวเอง หาความพอดีให้กับการกระทำของตัวเองให้ได้ .... ไม่ให้มันมากหรือน้อยเกินไป .... | .... สรุปว่า แค่ MMS ข้อความเดียว พร้อมรูปถ่าย1รูปที่แนบมาให้ดูด้วย แถมมีข้อความเขียนประกอบอีกเกือบ10บรรทัด .. มันกลับกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ฉันเริ่มคิดว่า .. ยอมเป็นคนที่ถูกรักแบบนี้ไปอีกนานๆเลยมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดใช่ไหม? ถ้าฉันจะกลับไปอ้อนไปขอกำลังใจ ขอความอบอุ่นจากพวกเค้าอีกครั้ง .. ฉันทำได้สินะ? .... คำตอบของคำถามนั้น ข้อความใน MMS มีเขียนบอกไว้หมดแล้วแม้คนส่งข้อความจะไม่เคยแม้แต่จะได้ยินคำถามของฉัน .... ทุกคนที่แวดล้อมฉัน say yes เสมอ .... แต่ ถ้าเรื่องราวมันจะไม่แฮ้ปปี้ก็คงเป็นเพราะฉัน say no อยู่คนเดียว .... | .... หรือบางทีฉันเข้มงวดกับตัวเองมากเกินไป? .. แว๊บนึงในหัวฉันเมื่อกี๊มันมีประโยคนี้โผล่ออกมาให้คิด .... หรือบางทีฉันควรทำอะไรตามใจตามอารมณ์ตัวเองบ้าง? แล้วก็ลดกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบตัวเองลงไปอีกหน่อย? .... เผื่อว่าฉันจะได้ใช้เวลาในชีวิตได้"หลากหลาย"ตรงตามหัวใจตัวเองและตามหัวใจของคนรอบข้าง(ที่แสนสำคัญ)มากขึ้น? .... | .... เคยมีคนบอกให้ฉันพยายามลองแยกภาระหน้าที่กับชีวิตส่วนตัวของตัวเองออกจากกัน .. อืม ฉันก็ว่างั้นแหละ ว่านี่ยังเป็นอะไรบางอย่างที่ฉันยังแยกมันออกจากกันได้ไม่ดี ทุกอย่างมันปนเปกันไปหมด .. ตอนนี้ยังสับสน .. แต่หวังว่าซักวันฉันจะทำได้ดี .... | .... จริงๆแล้ว เวลาที่อยากเจอฝ่ายโน้น เค้าบอกว่าจะให้เค้ามารับถึงคอนโดก็ได้แท้ๆ .. แต่ตัวเองก็ชอบวางกฎไว้เสมอว่า ไม่อยากให้เค้าลำบาก .. แต่พอก้มดูขาตัวเองก็พบว่า ถ้าไปเองคนเดียวแล้ว"ทำยังกะจะไปไหว?" .... ที่ผ่านมาเลยไม่โผล่หน้าไปหา รอจนกว่าจะ"หายดี" .... แต่ ถ้าจะทำให้เรื่องมันง่ายขึ้น ฉันก็แค่ยอมรับน้ำใจจากเค้า ให้เค้ามารับฉันถึงที่คอนโด เท่านั้นก็จะได้ไปทานข้าวพร้อมกันทั้งครอบครัวแล้วแท้ๆ .... แต่ก็นะ .. เกรงใจจริงๆ .... อย่าให้มันได้เริ่มต้นเลย พฤติกรรมที่ชวนให้เสียนิสัยอะไรแบบนี้ .. รู้สึกว่า แค่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้นที่ขอให้ลดหย่อนให้ตัวเองไม่ได้ เพราะมันเกี่ยวกับความภาคภูมิใจของฉัน .. ถ้าหากว่าบ้านเค้าจะอยู่ใกล้ฉันกว่านี้ ฉันจะไม่ว่าเลย .. แต่นี่ไกลสุดกู่ ไกลเกินไป เกินกว่าที่ฉันจะยอมรับน้ำใจของพวกเค้าเอาไว้ได้ .... | .... เอาเป็นว่า .. สุดท้ายนี้ ก็คงต้องกลับไปทบทวนตัวเองให้ดีอีกรอบ .. ในเมื่อพวกเค้ายังคงอยากเจอเรา และเรายังคงอยากเจอพวกเค้า เราก็ไม่ควรหาข้ออ้างปฏิเสธไม่ไปเจอพวกเค้าอีกอย่างที่ผ่านๆมา .... | .... ที่เหลือก็แค่ วันหลังต้องรู้จักปฏิเสธคำชวนของคนที่ไม่อยากไปเจอ(แต่อยู่ไม่ไกลกัน)ให้เป็นซะบ้าง จะได้มีเวลาไปเจอคนที่อยากเจอจริงๆ .. คนที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจและรู้สึกปลอดภัยได้"อย่างแท้จริง"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หืมมม??

surprised smile

#1 By Choco on 2009-07-14 20:39

ถ้าตั้งใจจริง ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้
นอกจากมันจะเป็นสิ่งที่ไม่มีจริงน่ะนะ
สู้เขาล่ะ เป็นกำลังใจให้นะ ;)

#2 By บัส on 2009-07-14 21:37

สู้ๆ นะคะ

อย่างน้อยการมีใครสักคนไว้คอยคุยด้วยกันก็ดีกว่าไม่มีใครเลยนะคะ

#3 By Alizzabeth on 2009-07-18 19:03