สะดุดแมว

posted on 07 Nov 2009 21:48 by firu
แมวจากร้านทำผมแถวบ้านมันลอดช่องประตูเหล็กเข้ามาในบ้านอีกแล้ว


/me ไปจ๊ะเอ๋กับแมวที่ลานจอดรถพอดี
ไล่ให้ออกจากบ้านแล้วก็ไม่ไป ... ก็เลยเลิกให้ความสนใจมันซะ ...

/me เปิดประตูสำนักงานจะเข้าไปในห้อง
แต่แล้วแมวก็วิ่งปรู๊ดดดดดดนำเข้าไปก่อนอย่างเร็ว....
เลยวิ่งไล่ซักพักกว่าจะต้อนให้ออกจากสำนักงานได้....


ออกมาแล้วก็เป็นอะไรก็ไม่รุ
จากนั้นมันก็มาพันแข้งพันขาอยู่นั่น ...
จะเดินหลบก็ยังจะมาขวาง
เลยสะดุดแมวไปๆมาๆ ...

พอเดินไม่สะดวก เลยหยุดเดิน (เดินๆเบรคๆจนปวดข้อ)
แมวมันก็ยังเอาตัวมาถูๆขาเรา ...

/me นึกในใจ ....oO[ อ๋อ นี่คือ "อ้อน" สินะ? อยากให้เล่นด้วยสินะ?]

ไปๆมาๆเลยเล่นกับแมวเลย


/me เอาเท้าเขี่ยพุงแมวอยู่ซักพักใหญ่ๆ
(ไม่อยากจับแมวด้วยมือ ขี้เกียจเดินไปล้างมือ)


/me เล่นกับแมวให้อยากแล้วจากไป ...
ทำนองว่าเกาจนเบื่อแล้วก็จะเดินหนีแมว (แต่พูดก็พูดเหอะ นุ่มเท้าดีชะมัด ฮา...)
แต่แมวก็ยังวิ่งตาม...มาพันขาเหมือนเดิม...

/me สะดุดแมว ...


เราเดินไปไหนมันก็วิ่งตามมาไม่หยุด (ยังกะหมา)
จะเดินกลับไปเข้าบ้านตรงส่วนโซนBเพื่อหนีแมว แต่ก็หนีไม่ทัน
เพราะแมวมันวิ่งเร็วมาก
ทันทีที่เปิดประตู แมวก็วิ่งนำเข้าไปแล้ว ...
กลัวว่าหมาในบ้านจะมาขย้ำคอแมวตายน่ะสิ...
เลยต้องล่อให้ออกมาที่ลานจอดรถเหมือนเดิม ...


จะเดินออกจากบ้านก็แล้ว ... แมวก็ยังวิ่งตามมา(พันแข้งพันขา)


/me สะดุดแมว .......


.................


/me เส้นเลือดปูดที่หัว
สุดท้ายเลยได้ถีบแมวกลิ้งออกไปนอกบ้าน
/me เดินไปร้านทำผมแถวๆบ้าน ...
แมวมันก็ยังวิ่งตามมาเรื่อยๆนะ (แล้วก็พันขาเราไปเรื่อยๆอีกเช่นกัน)

/me เดินอย่างทุลักทุเลเพราะแมวมันเอาตัวมาขวางหน้าอยู่นั่นแหละ
จนกระทั่ง เราผลักประตูร้านทำผมเดินเข้าไปในร้าน ...
แมวมันก็เข้ามาในร้านอย่างดีไม่มีเล่นตัว

/me ไม่พูดอะไร ได้แต่ยิ้มตาหยี

เจ้าของแมวก็ไม่พูดอะไรมาก นอกจากยิ้มกว้างๆแล้วบอกขอบคุณค่ะเหมือนเดิม


/me เดินออกจากร้านทำผม แล้วไม่หันไปมองแมวอีกเลย






จากเหตุการณ์ในวันนี้ เลยทำให้นึกถึงเมนคูนแค็ท
ที่เค้าเอาแมวป่ามาผสมพันธุ์หลายรุ่นจนนิสัยดิบเถื่อนหายไปหมดแล้ว
จนกลายเป็นแมวเชื่องเล่นในบ้านได้
แต่นิสัยจะเหมือนหมามากกว่า คือ ชอบเดินตามเจ้าของไปมา
เจ้าของไปไหนมันก็จะวิ่งขนาบข้างตามไปด้วยตลอด ...
สรุปง่ายๆว่าไม่นิ่ง ไม่หยิ่ง ว่างั้นเหอะ ....


ก็เลยรู้สึกว่า แมวที่นิสัยเหมือนหมานี่มันก็ ... น่าเอ็นดูไม่หยอกแฮะ ...

พรุ่งนี้ติดปีกบินไปลงกทม.ก่อน
แล้วตกค่ำก็ต่อรถทัวร์ไปอีสาน (ไปเรื่องงานน่ะ ไม่ได้ไปเที่ยวหรอก)

ถ้าตกลงอะไรๆกันได้ไว วันพุธเย็นก็นั่งรถทัวร์กลับกทม.เลย
อาจจะค้างกทม.ซักวัน (ไม่งั้นก็คงไปปวดตัวทรมานอยู่บนรถทัวร์สายใต้)

ถ้าไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน...วันศุกร์นี้น่าจะกลับถึงหาดใหญ่แล้วนะ...



แล้วก็นะ .. คราวนี้เนี่ย ..
จริงๆก็แอบแย๊บๆกิฟท์ไป .... บอกไปว่า ...
เราจะไปอีสานนะ อาจจะแวะๆผ่านไปแถวๆนั้น เตรียมอาหารไว้รับรองด้วย ....
แต่ผลปรากฏว่า ... เมื่อวานนี้กิฟท์เพิ่งไปกทม. ....


"อ้าว? งี้ก็สวนทางกันอีกแล้วน่ะสิ?"  /me นึกในใจ

(ถ้าอ่านย้อนไปดูเอนทรี่เก่าๆ จะเห็นข้อความที่เขียนถึงการเดินทางที่มัน.....
สวนทางกับเพื่อนๆอยู่เรื่อยๆ (= , =)'' )




------------------------------------------------------------------------------------------



อ้ะ คราวนี้ ..... วกกลับมาเรื่องอาบน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ต่อจากเอนทรี่ที่แล้ว
(ใครยังไม่ได้อ่านเอนทรี่แรกของเรื่องน้ำมนต์นี่ก็คลิ๊กไปอ่านกันซะนะ หึหึ)




พระท่านบอกให้อาบน้ำมนต์รอบสองในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง ...



คราวนี้ใส่ดอกไม้ไปตามใจฉันด้วย กุหลงกุหลาบ ข้าพเจ้าใส่หม๊ด
(แต่ตอนอาบครั้งแรกบ่ได้ใส่ลงไปเน่อ)







ดูความสูงของถังน้ำสิ



ใส่น้ำไว้เต็มถังเลย ... หมุนย้ายถังไปกลางดาดฟ้าแทบไม่รอด ...
ส่วนเสาไฟอันเจิดจ้านั่นน่ะ .... ไฟกลางถนนแถวบ้านเราเอง ...
สว่างยังกะสปอตไลท์ในสนามกีฬา -_-''



ท้องฟ้าตอนเที่ยงคืน 6 นาที



เมฆหนายังกะฝนจะตก ....
แต่ก็ยังอุตส่าห์เว้นที่ไว้ให้พระจันทร์ส่องแสงลงมาบนดาดฟ้าบ้านเรา ....
ก็เลยได้อาบน้ำใต้แสงจันทร์เพ็ญเดือน12แบบสมใจ  \(- , -)/ ไชโย่~

วันที่ 29 ตุลา .. แม่นิมนต์พระสงฆ์มาอาบน้ำมนต์ให้คนที่บ้าน ..
จุดประสงค์ของการอาบน้ำมนต์ก็คือ เพื่อสะเดาะเคราะห์
ให้ความทุกข์ความโศกมันเพลาๆลงไปบ้าง





วันนั้นตื่นแต่เช้าไปซื้อของสดที่จำเป็นกับการอาบน้ำมนต์ (ผลไม้ ดอกไม้ ขิงข่า ฯลฯ)
นี่ถ้าไม่ขับมาด้วยตัวเองก็ไม่อยากจะเชื่อเลยแฮะว่ากิมหยงตอนเช้าๆก็ยังหาที่จอดรถแทบไม่ได้
ส่วนข้าวเหนียวหมูปิ้งนั่นได้เป็นของฝากจากคนที่ลงไปซื้อดอกไม้





กลับมาถึงบ้าน ทุกคนก็ช่วยกันจัดเตรียมของไว้สำหรับไหว้พระสวดมนต์
และในระหว่างที่มือทุกคนกำลังวุ่นๆอยู่นั่นเอง
น้องชายตัวดีอายุ 2 ขวบ ก็ได้ยินเสียงลุงสตาร์ทรถจะออกจากบ้าน
จากนั้นเค้าก็รีบวิ่งผลักประตูเหล็ก(หนักๆ)จะออกไปตรงพื้นที่จอดรถ
ผู้ใหญ่ก็บอกกันแล้วว่า "เจเจ! อย่าออกไป!!" 
แต่ก็นะ ... บอกเด็กไปมันก็เท่านั้นแหละนะ เด็กมันไม่ฟัง
เราน่ะ กลัวน้องโดนประตูเหล็กหนีบเท้า
(อย่างที่เราเคยโดนประตูบานนั้นหนีบเอาจนได้แผลเย็บไปหลายเข็มสมัยเรา 3-4 ขวบ)

ไอ้เราก็เลยรีบวิ่งไปจับประตูเหล็กเอาไว้ก่อนที่มันจะโดนเท้าน้อง
(เด็กมันไม่มีแรงผลักน่ะนะ ประตูเลยปิดเร็วแล้วเสียวว่าจะโดนเท้าเอาทุกทีเลย)
แต่ว่าจังหวะที่หยุดประตูไว้แป๊บนึง มันก็มีช่องเล็กๆแง้มออกไปทางที่จอดรถแล้ว
น้องมันตัวเล็ก มันก็ลอดออกไปได้ ส่วนเราก็ยังติดแหง่กอยู่ตรงประตูเหล็ก(หนักๆ)นั่น


แล้วก็นะ รถที่ลุงขับมันคือโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ .. คันก็ไม่ใช่เล็ก
ที่นั่งคนขับมันสูงน่ะ .... เวลามีอะไรซักอย่างอยู่ในระยะประชิดตัวรถมากๆ
คนขับก็ใช่ว่าจะมองเห็น ...

คุณน้องชายก็ซ่าเหลือเกิน ออกจากประตูไปได้ก็วิ่งปรี่พุ่งเข้าไปทางตัวรถเลย
อีกนิดเดียวก็จะถึงรถแล้ว ...... อ๊ะ! น้องพี่!! อย่าวิ่งไป เดี๋ยวโดนรถเหยียบเอา!!!

/me รีบผลักประตูออกไปให้พ้นตัว แล้ววิ่งตามน้องไปเต็มแรง

แต่ผลปรากฏว่า แค่ไม่กี่ก้าวจากประตูเหล็กบานนั้น เราก็ลื่นล้มไม่ไปท่าซะก่อน
เพราะตรงที่จอดรถมันนองไปด้วยน้ำฝนที่ไหลลงมาจากรถ
(เมื่อหัวค่ำคืนที่ผ่านมา..ที่หาดใหญ่ฝนตกหนักน่ะ รถเลยเปียกโชกไปทั้งคันเลย)
แล้วน้ำก็ไม่ได้เปียกแต่เฉพาะตรงล้อรถ
แต่มันไหลนองมาบริเวณข้างเคียงด้วยจนถึงแถวๆหน้าประตูสำนักงาน & ทางเดิน
(ก็คิดๆอยู่ว่าผ่านไปตั้งคืนนึงแล้วมันยังแห้งไม่หมดอีกเรอะ =_='')

ยอมรับว่า จากการล้มเองในคราวนี้ ทำให้เข้าใจแล้วว่า
ทำไมแค่ล้มบนพื้นเรียบๆแล้วทำให้คนปวดกล้ามเนื้อไปหลายวันได้


อืม กระดูกเราน่ะไม่เป็นไร ไม่ถึงขั้นแตกหัก 
แต่เอ็นตรงข้อมือซ้ายกับข้อเท้าซ้ายน่ะสิ ''orz
ได้เรื่องเจ็บ(ซ้ำซาก)อีกแล้ว
ข้อมือซ้าย กับข้อเท้าซ้ายบวมเป่งเลย (โฮ)
ส่วนความเสียหายตรงอื่นๆก็ ...
เข่าทั้ง2ข้างช้ำม่วง (โดยเฉพาะเข่าซ้าย บวมปูดอย่างเห็นได้ชัด)
ศอกทั้ง2ข้างถลอกแดงเป็นแนวยาว (โดยเฉพาะศอกซ้าย)
เท้าขวา....เอ่อ....เป็นแผลเปิดเลือดไหล...จนเห็นเนื้อแดงๆ
(พูดง่ายๆก็เนื้อหลุดไปบางส่วนนั่นเอง)

งานนี้เนี่ย ...อกลงกระแทกพื้นด้วย
จุก........ลุกไม่ขึ้นไปนาทีกว่าๆ ...
คนอื่นๆจะมาช่วยดึงตัวขึ้นจากพื้นทันทีก็ไม่ได้นะ
มันยิ่งหายใจไม่ออกน่ะ....
ต้องรอซักพักนึงก่อน ให้ร่างกายปรับตัวได้ แล้วค่อยๆลุกขึ้นมาเอง
(จำไว้นะ ถ้าพบเห็นใครเพิ่งล้มอกกระแทกพื้นมาหมาดๆ อย่าไปรีบดึงเค้าขึ้นมาเชียว
เพราะมันจะยิ่งทำให้เค้าทรมานมากขึ้น)

(-_-)'' จริงๆแล้วเนี่ย หลังล้มไปได้ซักพักก็มีอาการปวดหัวแปล๊บๆเป็นระยะๆอยู่พักนึง
แต่พอตกเย็น ก็ไม่ปวดหัวแล้ว ... เลยคิดว่าไม่เป็นไร(มั้ง?)
เพราะชัวร์ว่าหัวไม่ได้กระแทกพื้นด้วย

สรุปว่า ไม่รู้เวรกรรมอะไร
ร่างกายซีกซ้ายเจ็บหนักกว่าซีกขวาอีกแล้ว
แล้วก็เจ็บซ้ำซากอยู่แต่ตรงที่เดิมๆ


สุดท้าย ก็ได้ไปนั่งยืดขา พักเข่าอยู่ตรงกลางบ้าน
แล้วพระก็ถามว่า เป็นอะไรมากมั้ยโยม?

/me อาย..................... อายเป็นบ้าเลย ......


แต่ ........ ผลจากความพยายามมันก็โอเค............(ล่ะมั้งนะ?)
ก็ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาจากพื้นได้เนี่ย เห็นน้องหยุดอยู่ตรงกลางทาง
ไม่วิ่งต่อไปทางรถ แล้วเค้าก็หันหน้ามาจ้องเรา
แล้วก็จ้องอยู่นั่นแหละ....
(คงสงสัยว่าทำไมพี่สาวเค้าไปนอนเอาแก้มแนบพื้นพสุธาอยู่แบบนั้นล่ะมั้ง?)


แต่ก็จริงๆนะ .. ตอนที่ล้มเนี่ย
รู้ตัวอีกทีคือ
"เฮ้ย!! ทำไมเรามานอนแก้มแนบพื้นอยู่ตรงนี้ได้ล่ะเนี่ย!? แล้วน้องล่ะ!? หายไปไหนแล้ว!?"
...............อะไรแบบนั้นแหละนะ (- , -)/









ได้แผลสดแล้วต้องมาโดนน้ำราดใส่แบบนี้
อ๊าก!! นี่มันคราวเคราะห์หรือว่าเป็นทางให้พ้นเคราะห์กันแน่เนี่ย~~~~!?




คนในภาพนั่นลุงเราเอง ไม่ใช่เราหรอก (- , -)\=/





ชุดอุปกรณ์ทำแผลเบื้องต้น



แซมบั๊คบรรเทาอาการบวมช้ำได้ดีกว่าที่คิดแฮะ






ก็หวังว่า จากนี้ไป .... เคราะห์โศกทุกขังนานาประการจะน้อยลงไปบ้างน้า ..
(-/\-) เพี้ยง!

ตอนนี้กลับมาอยู่หาดใหญ่แล้ว (- . -)''
ด้วยการเดินทางที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ อาจทำให้หลายๆคนงง
ถ้าไม่อยากงงก็เปิดใช้บริการอัพเดทชีวิตฟิรุผ่านทาง MMS ซะนะ (ฮา)

แต่ถ้าใครรู้สึกว่าเปลืองค่าต่อ gprs เวลาโหลดข้อความ ก็บอกกันได้
ต่อไปจะส่งให้น้อยๆลง ...







อ้ะ รายงานชีวิตย้อนหลังกันซักหน่อย




ตอนนี้ที่แบล็คแคนย่อนเค้ามีเมนูผัดไทยแชมป์โลกให้ทานกัน
ภาพในเมนูดูน่าทานมาก ....
ตอนเสิร์ฟมาวางตรงหน้าก็ยังคงดูน่าทาน ......
ส่วนเรื่องรส ... ขอไม่คอมเมนต์ละกัน ... ทานกัน สี่ปากก็ได้ข้อมูลสี่แบบ ....







ม็อคค่ากราเซียปั่น



หนึ่งในเครื่องดื่มที่ชอบ(สั่ง)ที่สุด







ทำงานๆ ....



คราวนี้ไม่มีลังไหนหนักเกินกว่า 10 กิโล ... ก็พอยกไหว ....
คราวที่แล้ว ล่อเครื่องดื่มใส่ขวดแก้วไปซะ................ (เฮือก... เอวจะหัก)

ส่วนกล่องน่ะ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอกนะ
ของข้างในไม่เหมือนกับลายกล่องข้างนอกหรอก






ไปกทม.รอบนี้ได้ไปแถวๆเขตราษฎร์บูรณะ
เส้นถนนที่เห็นในภาพ ขับไปแล้วกว่า 65%
แต่ยังไม่ได้ไปบ่อยจนถึงขนาดจำซอยและจุดยูเทิร์นใต้ทางด่วนได้



เมื่อราวๆสองเดือนก่อน(ถ้าจำไม่ผิดนะ)
นั่งดูแผนที่ไปที่ฝึกอบรมของบิว ... มันก็อยู่ตรงแถวๆนั้นแหละ ...
ดูไปแล้วไม่เสียเปล่า
มาช่วงนี้กลายเป็นว่าต่อไปเราต้องไปแถวๆนั้นบ่อยๆ

/me นั่งดูแผนที่ยังกะนั่งดูประมวลฯ .. ให้เวลากับมันมาก ..

ช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา .. โดนว่าประจำว่า ..
"เป็นคนสงขลายังไง ทำไมไม่รู้ทางสงขลา"
เอ่อ ขอโทษ เราไม่ใช่คนสงขลา เราคนหาดใหญ่

ทางแถวนั้นเราไม่ค่อยได้ไปหรอก ก็ไม่ค่อยมีธุระอะไรที่นั่นนี่นา

ก็เหมือนกับการบอกให้คนจะนะไปขับรถที่นาหม่อมนั่นแหละ
ถ้าไม่มีธุระให้ไปทำแถวๆนั้นบ่อยๆ จะขับกันถูกมั้ยล่ะนั่น?



พออาทิตย์ถัดมา ก็โดนทักขึ้นอีกว่า
"ขับรถในกทม.ล่ะขับได้ แถมจำชื่อถนนกับซอยได้อีก ทำไมในหาดใหญ่ไม่รู้ทางล่ะ?"

แหม ... มันน่านัก ....... เลยบอกกลับไปว่า
"ตอนเด็กๆน่ะไม่ค่อยได้ออกไปไหน ผู้ใหญ่ทั้งหวงทั้งห่วง (ยิ้ม)
แต่ตอนนี้โตแล้ว เค้าก็ห่วงน้อยลง
ถ้าต่อไปได้ออกจากบ้านบ่อยๆ เดี๋ยวก็จำทางได้เหมือนในกทม.เองแหละ
มันจะเป็นไปได้ยังไง ที่จำทางในกทม.ได้แล้วจะจำทางในหาดใหญ่ไม่ได้
นอกจากว่า จะไม่มีโอกาสไปดูถนนหนทางเท่าๆกับตอนอยู่กทม.? (ยิ้มอีกที)"
/me ให้เหตุผลยิ้มไป หัวเราะหึหึไป ....

ส่วนอีกฝ่ายก็ยิ้มพอๆกัน ... ฮึๆฮ่ะๆ ....




เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาไปร้านวาวีตรงซอยอารีย์
ผู้ใหญ่เค้าบอกให้พาไป ไอ้เราก็พาไป .....




ไอซ์ บูม คาราเมล (95 บ.) แพงแบบนี้เปิดแถวบ้านฉันไม่ได้หรอก!!! จริงๆนะ!!
แต่ก็ยอมรับว่าเปิดที่เชียงใหม่มันโอเคมากเลย (--,--)b
อย่างว่า กระแสมันและรสนิยมของคนแต่ละพื้นที่มันต่างกัน

อืมม์ ....นึกถึงตอนไปนั่งอ่านหนังสือสอบกันที่วาวีสาขานิมมานฯเนอะ
เราว่ามันเวิร์คกว่านั่งสตาร์บั๊คตรงนั้นนะ ...




ก่อนกลับหาดใหญ่ ... ไปนั่งที่นี่มา ... ร้านขนาบน้ำ (ริมแม่น้ำเจ้าพระยา)
สะพานที่เห็นกลางภาพคือ สะพานซังฮี้



เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เอาตั๋วรถทัวร์ไปคืนที่ขนส่งสายใต้
แล้วซื้อตั๋วเครื่องบินกลับหาดใหญ่แทน ....
ขากลับไปสะพานควายเลยได้แวะร้านนี้(ด้วยความบังเอิญ)
ธุระที่ทำให้ต้องรีบกลับบ้าน มันเป็นอะไรที่เร่งด่วน(สุดๆ) ..
สรุปว่า โดนหักค่าตั๋วรถทัวร์ไป 10% ยังไม่พอ
ค่าเครื่องบินที่แพงเว่อร์ยังต้องยอมจ่าย ....
อย่างว่า คนมันจำเป็นต้องเดินทาง ... ถึงเวลาจริงๆก็ต้องกัดฟันเอา (-,-)''
ไม่งั้นจะเป็นพวก เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
ธุระน่ะ .. บางทีมันก็ต้องเร่งทำ ไม่งั้นจะมีอะไรเสียหายเป็นมูลค่าที่มากกว่าค่าเดินทาง ...








วันอังคารที่ 27 (ก็เมื่อวานนั่นแหละ) ... กลับมาถึงหาดใหญ่ ...
ลงเครื่องตอนราวๆ 11.15 น.
/me รอรับกระเป๋าอีกซักแป๊บ
ถึงบ้าน11.45 น.
(บ้านอยู่ใกล้สนามบิน ขับแป๊บเดียวก็ถึง)



หลังจากถึงบ้านได้ประมาณ 30 นาที
เรายังไม่ทันได้ยกสัมภาระไปเก็บให้เรียบร้อยดี
ปรากฎว่ายายช็อกเพราะน้ำตาลขึ้น (เบาหวาน)

หลังจากนั้น ........... ก็มีอะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้น ...
จนเรารู้สึกว่า มันเป็นวันที่ยาวนานมากๆ .....




แล้วในคืนวันเดียวกัน เราก็ไปเฝ้ายายที่รพ.
ส่วนในภาพนั่นเกี๊ยวซ่าจากฮะจิบัง .. ญาติซื้อมาให้เป็นเสบียงเรา





ส่วนนี่ ...  ก็เสบียงเหมือนกัน .....



ตอนนี้เอา Rune Factory 3 ใส่เครื่องไว้แล้ว
แต่เล่นได้ครั้งละ 10 นาทีก็ปิดเครื่อง (ยังไม่ทันจะได้เซฟ)
ช่วงนี้เป็นอะไรก็ไม่รุ ... เล่นเกมส์ไม่สนุกเลย ...
ที่ทำแล้วสบายใจที่สุดเห็นจะเป็นการนั่งฟังเพลงกับไอพ็อดที่รัก ...
แล้วสายตาก็หันไปมองนั่นมองนี่ไปเรื่อย ....

(/me ได้ยินเสียงคนตะโกนแซวว่า จะชิวไปไหนวะ? สร้างโลกส่วนตัวอีกละนะแกน่ะ...)









( - . -)'' อืมม์ ความจริงที่ช่วงนี้วุ่นๆยุ่งๆกันมากก็เป็นเพราะ
เสมียนที่ทำงานกับทางบ้านมานานกว่า 20 ปี (ตั้งแต่ก่อนเราเกิด)
เค้าลาออกจากงานน่ะสิ ....
เสมียนที่มือดีที่สุดในกิจการบอกเซย์กู๊ดบายกันแบบนี้ ไม่ว่าใครก็ใจหาย
อย่าว่าแต่แม่เราเลย .... เป็นเรา เราก็ใจหาย ...
ความรู้สึกเราคือ เค้าเป็นเหมือนญาติไปแล้ว
ภาพเค้านั่งอยู่ในสำนักงาน นั่งตากพัดลมทำบัญชี เดินไปธนาคาร ...

ภาพสายตาเค้าที่หันมามองดูเรากินข้าวทุกวันๆ ..
มันเป็นเรื่องปกติประจำวันของเรา ..
วันไหนเราไม่ได้ไปนั่งกินข้าวให้เค้าดู เราว่ามันขาดอะไรไป ...
.... เรารู้สึกงั้น ......